เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ขี้โมโห เอาแต่ใจตัวเอง เข้ากับคนอื่นได้ดี

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์


 เมืองทองเนื้อเก้า มะพร้าวสับปะรด สวยสด หาด เขา ถ้ำ งามล้ำน้ำใจ
ประจวบคีรีขันธ์คือจังหวัดหนึ่งในภาคกลาง ตามการแบ่งเขตการปกครองของกระทรวงมหาดไทย โดยเป็นจังหวัดสุดท้ายของภาคกลาง ต่อกับจังหวัดชุมพร ของภาคใต้ จึงกล่าวได้ว่า ประจวบคีรีขันธ์คือประตูสู่ภาคใต้อย่างแท้จริง
จังหวัดที่มีรูปร่างยาวเรียวนี้เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะทะเล ประจวบคีรีขันธ์ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ตากอากาศมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จวบจนถึงทุกวันนี้ ชายทะเลหลายแห่งในประจวบคีรีขันธ์ก็ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไม่เสื่อมคลาย
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีเนื้อที่ 6,367,620 ตารางกิโลเมตร ลักษณะพื้นที่แคบยาวเป็นคาบสมุทรลงไปทางภาคใต้ โดยมีแผ่นดินส่วนที่แคบที่สุดจากชายแดนไทยไปจนถึงสหภาพพม่า ระยะทาง 11 กิโลเมตร อยู่ที่บริเวณด่านสิงขร ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองฯ และมีความยาวจากเหนือจดใต้ถึง 212 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ความเป็นมาของประจวบคีรีขันธ์เท่าที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่าพื้นที่นี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองนารัง ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จนกระทั่งกรุงแตกในครั้งที่ 2 เมืองนารังจึงกลายเป็นเมืองร้าง
ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ของราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่ปากคลองอีรม และพระราชทานนามว่าเมืองบางนางรม จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรวมเมืองบางนางรม เมืองกุย และเมืองคลองวาฬเข้าไว้ด้วยกัน พระราชทานนามว่าเมืองประจวบคีรีขันธ์ แปลว่าเมืองที่มีภูเขาเป็นหมู่ๆ เพื่อให้คล้องกับชื่อของเกาะกง คือ “เมืองประจันตคีรีเขต” โดยมีที่ว่าการเมืองอยู่ที่เมืองกุย
กระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองประจวบคีรีขันธ์ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเพชรบุรี โดยมีฐานะเป็นอำเภอ และใน พ.ศ. 2441 ก็มีการย้ายที่ว่าการเมืองไปอยู่ที่เกาะหลัก หรือ อ่าวประจวบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ คือ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี อำเภอกุยบุรี อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย และอำเภอสามร้อยยอด

ที่มา www.google.com

หัวหิน


หัวหินเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ที่นับเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศริมทะเลที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นจุดหมายยอดนิยมอันดับต้นๆ สำหรับการท่องเที่ยวและพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ของคนกรุงเทพฯ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะนอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลากหลายรูปแบบ มีที่พัก รีสอร์ต และโรงแรมชั้นนำมากมาย การและคมนาคมสะดวกสบายแล้ว หัวหินยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไป-กลับได้ในวันเดียว ทั้งยังสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี จึงถือเป็นเมืองท่องเที่ยวเปี่ยมเสน่ห์ที่สมบูรณ์แบบอีกแห่งหนึ่งในปัจจุบัน

อำเภอหัวหินตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอ่าวไทย ห่างจากตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ประมาณ 90 กิโลเมตร ตัวเทศบาลเมืองหัวหินมีพื้นที่ประมาณ 86.36 ตารางกิโลเมตร หรือ 53,975 ไร่ มีถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ตัดผ่านจากทิศเหนือจดทิศใต้รวมความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร
ชุมชนหัวหินก่อตั้งขึ้นในราวปี พ.ศ. 2377 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจากทางตอนเหนือละทิ้งถิ่นฐานและเดินทางมาจนถึงพื้นที่ที่เป็นบริเวณใกล้กับเขาตะเกียบในปัจจุบัน แล้วได้ตั้งถิ่นฐานที่บริเวณนี้ เพราะเห็นว่าเป็นหาดทรายที่สวยงามและแปลกกว่าที่อื่น คือมีกลุ่มหินกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป อีกทั้งที่ดินก็มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับทำการเกษตรและการประมง แล้วตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านสมอเรียง”
ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์ (พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร ต้นราชสกุลกฤดากร) ได้มาสร้างตำหนักหลังใหญ่ชื่อ “แสนสำราญสุขเวศน์” ที่ด้านใต้ของหมู่หินริมทะเล (ปัจจุบันคือบริเวณที่อยู่ติดกับโรงแรมโซฟิเทลฯ) และทรงขนานนามหาดทรายบริเวณนี้เสียใหม่ว่า “หัวหิน” จนเมื่อเวลาล่วงไป ทั้งตำบลในบริเวณนี้ก็ถูกเรียกในชื่อเดียวกันว่า “หัวหิน” และเจริญเติบโตขยายขึ้นเป็นอำเภอหัวหินจนถึงปัจจุบัน
นับตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้ที่ตัดผ่านมายังเมืองหัวหิน จนไปเชื่อมต่อกับชายแดนประเทศมาเลเซีย หัวหินก็มีชื่อเสียงในฐานะเป็นสถานตากอากาศที่สวยงาม และโด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาท่องเที่ยวพักผ่อนและตีกอล์ฟ เนื่องจากมีสนามกอล์ฟ หัวหินรอยัลกอล์ฟ ซึ่งเป็นสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย

ที่มา www.google.com

ระยอง




 ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก

ระยองได้รับการขนานนามให้เป็นเมืองแห่งกวีเอกของกรุงรัตนโกสินทร์ “สุนทรภู่” เนื่องจากฉากในนิทานเรื่องเอกของท่าน คือเรื่องพระอภัยมณีนั้น คือหมู่เกาะน้อยใหญ่ และท้องทะเลที่สวยงามของจังหวัดระยอง
นอกจากธรรมชาติอันงดงามที่ทำให้ระยองกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคและของประเทศแล้ว ระยองยังเป็นแหล่งประมงและผลิตอาหารทะเลแปรรูปที่สำคัญ และเป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่มีคุณภาพ ทั้งยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจแห่งใหม่ที่สำคัญของประเทศอีกด้วย
และด้วยทำเลที่ตั้งที่ดี อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการคมนาคมสะดวก จังหวัดระยองในวันนี้จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นที่นิยมอีกแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกสบายพร้อมสรรพ แต่ยังคงได้สัมผัสกับธรรมชาติที่บริสุทธิ์และบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวไปพร้อมๆ กัน



จังหวัดระยองมีเนื้อที่ประมาณ 3,552 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,220,000 ไร่ เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 45 ของประเทศ ลักษณะพื้นที่ประกอบด้วยชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 100 กิโลเมตร ที่ราบชายฝั่งทะเลและที่ลาดสลับเนินเขาและภูเขา รวมกับพื้นที่ทิวเขาชะเมาทางทิศตะวันออก และทิวเขาที่อยู่กึ่งกลางของตัวจังหวัดเป็นแนวยาวจากอำเภอเมืองฯ ขึ้นไปทางเหนือจนสุดเขตจังหวัด
ในเขตอำเภอเมืองฯ มีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำระยอง ยาวประมาณ 50 กิโลเมตร ไหลลงสู่ทะเลที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระยอง และแม่น้ำประแสร์ ยาวประมาณ 25 กิโลเมตร ไหลลงสู่ทะเลที่ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง
เมืองระยองเป็นเมืองเก่าแก่แห่งหนึ่ง สันนิษฐานว่าก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1500 ในยุคที่ขอมมีอำนาจแถบดินแดนสุวรรณภูมิ ดังปรากฏจากหลักฐานซากศิลาแลง คูค่ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตอำเภอบ้านค่าย อันเป็นศิลปะการก่อสร้างแบบขอม
ราวปี พ.ศ. 2309 ในรัชสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา ระหว่างที่กรุงศรีอยุธยาใกล้จะเสียกรุงแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 พระยาวชิรปราการ หรือพระยาตาก พร้อมไพร่พลประมาณ 500 คน ได้ตีฝ่าวงล้อมทัพพม่าออกมา และหยุดพักที่เมืองระยองก่อนเดินทัพต่อไปยังเมืองจันทบุรี เพื่อยึดเป็นแหล่งรวบรวมกำลังพลเพื่อกลับไปกอบกู้อิสรภาพคืนจากพม่าในปี พ.ศ. 2311 โดยระหว่างที่พระองค์ประทับอยู่ในระยองก็ได้ทรงจัดตั้งกองทัพเรือขึ้นด้วย
ปัจจุบันนี้ชาวเมืองระยองยังคงเคารพนับถือพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากการที่มีผู้คนมาสักการะอนุสาวรีย์ของพระองค์ ณ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล ในตัวเมืองระยองเป็นจำนวนมาก และเทศบาลเมืองยังตั้งชื่อถนนสายสำคัญในตัวเมืองระยองว่า "ถนนตากสินมหาราช"
ชาวระยองส่วนใหญ่เป็นชาวชองที่สืบเชื้อสายจากเขมรผสมกับจีน ที่เหลือเป็นชาวจีนและชาวระยองเดิม การพูดของชาวชองจะมีหางเสียงว่า “ฮิ” ซึ่งหมายถึง “ค่ะ” หรือ “ครับ” เป็นเอกลักษณ์ของคนระยอง ที่คนทั่วประเทศรู้จักกันดีในปัจจุบัน
ส่วนชื่อเมือง “ระยอง” นั้น เพี้ยนมาจากคำว่า “ราย็อง” ซึ่งเป็นภาษาชอง อาจมีความหมายสองอย่าง คือ เขตแดน หรือไม้ประดู่
ในอดีตระยองแบ่งการปกครองเป็น 3 อำเภอ คือ ท่าประดู่ บ้านค่าย และแกลง ต่อมาอำเภอท่าประดู่มีประชากรจำนวนน้อย เลยถูกยุบเป็นตำบลท่าประดู่ ขึ้นกับเมืองระยอง ส่วนอำเภอแกลงนั้นเคยเป็นจังหวัดมาก่อน แต่ก็มีประชากรน้อยมาก ต่อมาจึงถูกลดฐานะลงเป็นอำเภอขึ้นกับจังหวัดระยอง
ปัจจุบันจังหวัดระยองแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองระยอง อำเภอแกลง อำเภอบ้านค่าย อำเภอบ้านฉาง อำเภอปลวกแดง อำเภอวังจันทร์ อำเภอเขาชะเมา และอำเภอนิคมพัฒนา
ที่มา http://www.google.com/

ประวัติย่อๆของ เฟอร์นานโด โฮเซ่ ตอร์เรส ซานซ์



ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : เฟอร์นานโด โฮเซ่ ตอร์เรส ซานซ์
วันเกิด : 20 มีนาคม 2527 (20 March 1984)
สถานที่เกิด : มาดริด, สเปน
สัญชาติ : สเปน
ส่วนสูง : 183 ซ.ม. (6 ฟุต 1)
น้ำหนัก : 70 ก.ก.
ฉายา: เอลนีโน่ (El Nino)
สโมสร : ลิเวอร์พูล (2007-ปัจจุบัน)
ตำแหน่ง : กองหน้า


เฟอร์นานโด ตอร์เรส เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1984 หรือปี พ.ศ. 2527 เป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งพุ่งแรงชาว สเปน ที่ย้ายจากสโมสรบ้านเกิดอย่าง แอตเลติโก มาดริด มาสังกัดสโมสร ลิเวอร์พูล ในประเทศอังกฤษในฤดูกาล 2007/08 ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติสูงที่สุดของสโมสร (26.5 ล้านปอนด์) เขาเกิดในกรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน

ตอร์เรส อาจจะไม่ได้โด่งดังเหมือนปัจจุบัน หากเขาเลือกไปอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง รีล มาดริด โชคชะตาจึงกำหนดให้เขาไปแจ้งเกิดที่ แอตเลติโก มาดริด ทีมคู่แข่งร่วมเมืองนั่นเอง ฉายาของเขาคือ เอลนีโน่ (El Nino) ที่มีความหมายว่า เด็กน้อย เนื่องมาจากใบหน้าที่อ่อนเยาว์ และหล่อเหลาของเขานั่นเอง นอกจากแฟนฟุตบอลแล้ว เขาเองยังมีแฟนคลับ (สาวๆ) ที่ไม่ใช่แฟนฟุตบอลอีกมากมายทั่วโลก

ชีวิตในวันเด็ก

เป็นชาวเมืองมาริดโดยกำเนิด และหลงรักกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ตอร์เรส วัยเด็ก นั้นก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากเด็กๆทั่วไปมากนัก ที่แตกต่างนิดหน่อยนั่นก็คือ กีฬาที่เขาเล่นมีเพียงแต่ ฟุตบอล พออายุ 5 ปีเขาได้ไปร่วมทีมฟุตบอลของศูนย์กีฬาแถวบ้านชื่อทีม ปาร์เก้ 84 โดยการผลักดันจากพ่อของเขานั่นเอง พ่อของเขาทำงานระหว่างที่ตอร์เรสไปเตะฟุตบอลโดยมีแม่บังเกิดเกล้าคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ตอร์เรส มักจะฝันอยู่เสมอว่าอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเหมือนกับนักฟุตบอลหลายๆคนที่เขาเห็นในโทรทัศน์ และจากการสนับสนุนของครอบครัว รวมไปถึงคุณปู่ของเขา ผู้ที่เป็นแฟนตัวยงของ แอตเลติโก มาดริด เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เขาได้ตามหาในฝันวัยเด็ก
ลับเฉพาะกับ เฟร์นานโด ตอร์เรซ
- ตอร์เรสสนิทกับเพื่อนร่วมทีมชาติสเปน เซร์คีโอ รามอส กองหลังดาวรุ่งของ เรอัล มาดริด
- ตอร์เรสเดทกับแฟนสาวโอลายา (Olalla) ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเขารู้จักตั้งแต่อายุแปดขวบ โดยครอบครัวของตอร์เรส ย้ายไปอยู่บ้านในถนนเดียวกับแฟนสาวในกาลิเซีย
- ตอร์เรสแสดงหนังในมิวสิกวิดีโอ เอลกันโตเดลโลโก ของ 'Ya Nada Volvera a Ser Como Antes'
- ตอร์เรส รับบทนักแสดงสมทบใน Torrente 3 ซึ่งเป็นหนังตลกสเปน ในปี 2548 เขาแสดงเป็นตัวเองและหลบหลีกอันตราย โดยเตะลูกระเบิดมือ เหมือนกับเป็นลูกฟุตบอล
- เขาสักชื่อ "Fernando" ที่ด้านในแขนซ้าย ด้วยภาษาTengwar สักหมายเลข 9 ที่ด้านในแขนขวา และสักวันที่ 7-7-2001 เป็นตัวเลขโรมัน ที่ด้านในน่องขวา

เกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

แอตเลติโก มาดริด
แชมป์
- สเปน ดิวิชั่น 2: พ.ศ. 2544-45
- ไนกี้คัพ ยุโรป ปี 2541 (บอลเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี)

ทีมชาติสเปน
แชมป์
ทัวร์นาเมนต์อัลการ์ฟ ปี 2544 รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี
ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ปี 2544
ปี 2545 ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี
แชมป์ยูโร2008

ระดับส่วนตัว

แชมป์
ผู้เล่นยุโรปยอดเยี่ยม รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ปี 2541
ผู้เล่นยอดเยี่ยม, ยิงประตูสูงสุด ( 7 ลูก ใน 6 เกม ) ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ปี 2544
ผู้เล่นยอดเยี่ยม, ยิงประตูสูงสุด ( 4 ลูก ใน 4 เกม ) ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ปี 2545
ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์ ฤดูกาล 2007-2008 พรีเมียร์ชิพอังกฤษ
ดาวซัลโวสูงสุดประจำสโมสรลิเวอร์พูล ฤดูกาล2007-200
ทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกส์ ปี2008
ทีมยอดเยี่ยมฟิพโปร11:2007-2008

ที่มา http://www.google.com/



ประวัติมิกกี้เม้าส์







วอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ (Walter Elias Disney) (5 ธันวาคม 2444 - 15 ธันวาคม 2509, ค.ศ. 1901-1966) เป็นผู้สร้างผลงานการ์ตูนที่แพร่หลาย และประสบความสำเร็จมากที่สุดของโลกคนหนึ่ง เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท วอลต์ ดิสนีย์ และเป็นคนสร้างภาพยนตร์การ์ตูนสีเป็นคนแรก เขาเริ่มทำการ์ตูน มิกกี้เม้าส์ (Mickey Mouse)และ โดนัลด์ดั๊ก (Donald Duck) และเริ่มทำหนังยาว เช่น สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด (Snow White and the Seven Dwarfs), แฟนตาเซีย (Fantasia), พินอคคิโอ (Pinocchio) และ แบมบี้ (Bambi)

ตลอดเวลา 43 ปีในอาชีพของดิสนี่ย์ เขาเป็นผู้พัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพยนตร์ให้ทันสมัยมากขึ้น เป็นผู้ริเริ่มการสร้างสรร ผลงานที่มีจินตนาการสูง ทำให้ได้ผลงานที่คนทั้งโลกประทับใจไม่รู้ลืม โดยดิสนี่ยได้รับรางวัลออสการ์ไปถึง48รางวัล และ รางวัลเอมมี่ อีก7รางวัล
วอล์ท ดิสนี่ย ( วอลเตอร์ เอเลียส ดิสนี่ย์ )ผู้ให้กำเนิด มิคกี้ เมาส์ และเป็นผู้ก่อตั้งสวนสนุกดังระดับโลกอย่าง ดิสนี่ย์ เวิร์ลด์ เกิดเมื่อ 5 ธันวาคม 1901 ที่ชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ เติบโตในครอบครัวชาวนาในมิสซูรี่ ดิสนี่ย์เริ่มสนใจในการวาดรูปเมื่ออายุ 7 ปี และสนใจในการเรียนวาดรูปและถ่ายรูปเมื่ออยู่ที่แม็คคินเลย์ ไฮสคูล

ในปี1918 ดิสนี่ย์ก็ได้ เข้าร่วมกับหน่วยกาชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่1 พอหลังจากสงครามโลกครั้งที่1สงบ ดิสนี่ย์ก็กลับไปยังแคนซัส ซิตี้ ที่ๆเขาเริ่มทำงานด้านการเขียนการ์ตูนประกอบโฆษณาที่นี่ ในปี1920 ดิสนี่ย์ได้ออกแบบ ตัวการ์ตูนที่เป็นแบบฉบับของตัวเองและ เรียนรู้วิธีที่จะทำให้ตัวการ์ตูนนั้นเคลื่อนไหวได้

ในเดือนสิงหาคมปี 1923 ดิสนี่ย์ก็ไปที่ฮอลลิวู้ดเพื่อก่อตั้งสตูดิโอที่นั่น และในปี1928 ดิสนี่ย์ได้สร้าง มิคกี้ เมาส์ และ ปรากฎครั้งแรกในหนังการ์ตูนเงียบที่ชื่อว่าPlane Crazy แต่ว่า ก่อนที่การ์ตูนเรื่องนี้จะออกฉายนั้น ก็เริ่มมีการนำเสียงมาใส่ในภาพยนตร์ ทำให้มิคกี้ เมาส์ก็ได้ปรากฎอยู่ในหนังการ์ตูนที่มีการใส่เสียงเรื่องแรกในโลกที่มีชื่อว่า Steamboat Willie ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 1928

ดิสนี่ย์ก็ได้พัฒนาเทคนิคการทำภาพยนตร์ต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด เทคนิคการใส่สีในภาพยนตร์อนิเมชั่นก็ถูกนำมาใช้ในหนังอย่าง Silly Symphonies ปี 1932 หนังเรื่องFlowers and Treeของ Walt ก็ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งที่32 ในปี1937 ดิสนี่ย์ได้สร้างหนังเรื่อง The Old Mill ซึ่งเป็นหนังสั้นที่นำเอาเทคนิคของmultiplane camera มาใช้

ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี1937 ดิสนี่ย์ก็ได้ถือกำเนิด สโนว์ไวท์และคนแคระทั้ง7 ซึ่งเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเพลงเรื่องแรกของเขา และทำรายได้สูงในสมัยนั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์การ์ตูนชุดยาวของดิสนี่ย์ และก็มีเรื่องอื่นๆตามมาอย่าง พิน็อคคิโอ้ แฟนตาเซีย ดัมโบ้ และ แบมบี้

ในปี1940 เบอร์แบงค์สตูดิโอของดิสนี่ย์ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่มากกว่า 1000 คน ซึ่งประกอบด้วย ช่างศิลป์ อนิเมเตอร์ คนเขียนบท และ ฝ่ายเทคนิค ดิสนี่ย์ก็ใช้เวลาในสตูดิโอนี้เพื่อการสร้างหนังการ์ตูน ซึ่งรวมแล้ว ทั้งหมดก็มีด้วยกันถึง81เรื่องด้วยกัน และผลงานของดิสนี่ย์ก็เป็นสื่อที่ให้การเรียนรู้ได้มากพอๆกับความบันเทิง จนทำให้ได้รับรางวัลจากเรื่องTrue-Life Adventure ซึ่งมีหนังย่อยๆอย่างThe Living Desert,The Vanishing Prairie,The African Lion,และWhite Wilderness โดยหนังเหล่านี้ได้พูดถึงการใช้ชีวิตของสัตว์ป่าทั่วโลก

ในปี1955 ดิสนี่ย์ก็ได้ใช้เงินถึง17ล้านดอลล่าร์ ในการสร้างอาณาจักรบันเทิงอันยิ่งใหญ่อย่าง ดิสนี่ย์แลนด์ และปัจจุบันก็มีคนจากทั่วโลกมากกว่า 250ล้านคน เข้ามาเยี่ยมชม ส่วนงานด้านโทรทัศน์ ดิสนี่ย์ก็เริ่มต้นเมื่อปี 1954 และออกอากาศรายการทีวีที่เป็นภาพสีครั้งแรก กับรายการWonderful World of Colorในปี 1961. ส่วนรายการThe Mickey Mouse Clubและ Zorroก็ได้รับความนิยมมากจากผู้คนในยุค50
ในปี1965ดิสนี่ย์ได้มองถึงปัญหาของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนอเมริกัน ทำให้ดิสนี่ย์ได้วางแผนที่จะสร้าง EPCOT(Experimental Prototype Community of Tomorrow) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรร ของอุตสาหกรรมอเมริกันที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้(ถ้าใครนึกออก มันก็คือลูกกอล์ฟขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ในดิสนี่ย์เวิร์ลด์) ดังนั้น ดิสนี่ย์จึงซื้อที่ดิน 43 ตารางไมล์ ที่เป็นศูนย์กลางของรัฐฟลอริด้า เพื่อที่จะสร้างดิสนี่ย์ เวิร์ลด์ ซึ่งเป็นทั้งสวนสนุก โรงแรม รีสอร์ท และรวมถึง EPCOT center โดย ดิสนี่ย์ เวิร์ลด์ เปิดวันที่1 ตุลาคม ปี1971 และ EPCOT center เปิด1 ตุลาคม ปี 1982

วอล์ท ดิสนี่ย์ เสียชีวิต วันที่ 15 ธันวาคม 1966 โดยผลงานที่เขาได้สร้างสรรในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ อนิเมชั่น โทรทัศน์ รวมถึงงานบันเทิงด้านอื่นๆนั้น ก็ยังคงเป็นที่จดจำของผู้คนทั่วโลก หรืออาจกล่าวได้ว่า เขานั้นเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพล ในด้านบันเทิงอีกคนหนึ่งในศตวรรษที่20 เลยทีเดียว




ที่มา http://www.google.com/















วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เกาะสาก

ทางทิศเหนือและใต้ของเกาะถ้าเอ่ยถึง "พัทยา" จังหวัดชลบุรี หลายคนคงนึกถึงเมืองแห่งแสงสี ที่นักท่องเที่ยวจากนานาประเทศเดินทางมาสัมผัสความครื้นเครง สนุกสนาน ภาพยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสีสันของสถานบันเทิง คราคร่ำไปด้วยเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวที่ออกมาตระเวนหาความสุข เมื่อยามพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้านับเป็นสิ่งที่คุ้นตายิ่งนัก แต่หากนักท่องเที่ยวเลือกอีกเส้น
ทางหนึ่ง ก็จะพบกับความสงบของท้องทะเล ความศิวิไลซ์ของธรรมชาติ อย่าง ชายหาดพัทยาเหนือ พัทยากลาง พัทยาใต้ และหาดจอมเทียน ที่ทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล หรือแม้แต่กระทั่งน้ำทะเลใส ๆ ของ เกาะล้าน ซึ่งจัดได้ว่ามีความสวยงามอีกแห่งของประเทศไทย
และวันนี้กระปุกดอทคอมจะพาเพื่อน ๆ ข้ามน้ำข้ามทะเล ไปทำความรู้จักกับเกาะเล็ก ๆ อีกแห่งหนึ่ง ที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจาก พัทยา มากนัก นั่นก็คือ เกาะสาก สถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของความงียบสงบ รอให้คนรักธรรมชาติ ชอบการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปเชยชมกันค่ะ...

เกาะสาก เป็นเกาะขนาดเล็ก ห่างจาก เกาะล้าน ไปทางทิศเหนือประมาณ 600 เมตร อยู่ห่างจาก แหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 10 กิโลเมตร เกาะสาก มีรูปร่างโค้งเป็นรูปเกือกม้าหงาย มีหาดทราย 2 หาด คือ เดิมที เกาะสาก เป็นสถานที่ตากอากาศของตระกูลจุลทรัพย์ เอาไว้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ในขณะที่ เกาะล้าน จะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวประมงซะเป็นส่วนใหญ่ ก่อนจะผันมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ในปัจจุบันผู้คนนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว เกาะล้าน มากกว่า จึงทำให้ เกาะสาก ยังเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน อีกทั้งธรรมชาติบน เกาะสาก ยังคงสมบูรณ์และสวยงามเหมือนเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีต
จากแนวชายหาดด้านหน้า เกาะสาก เมื่อเดินไปด้านหลังจะพบกับแหล่งดำน้ำตื้น นับเป็นเกาะสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติทีเดียว และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืนที่ เกาะสาก ก็มีบริการที่พักให้
สำหรับหาดทรายทั้ง 2 หาดของ เกาะสาก อยู่บริเวณอ่าวด้านเหนือ 1 หาด มีความยาวประมาณ 250 เมตร ปกติเรือนำเที่ยวมักจะจอดให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำบริเวณนี้ เพราะไม่พบหินหรือปะการังอยู่บริเวณหาดเลย ส่วนอีกหาดหนึ่งคือหาดทางตอนใต้ของเกาะ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับหาดแรก แต่มีทางเดินติดต่อกันได้ ซึ่งหาดนี้เป็นหาดเล็ก ๆ ยาวประมาณ 80 เมตร มีแนวปะการังอยู่บริเวณด้านหน้า เรือนำเที่ยวจึงมักมาจอดให้นักท่องเที่ยวลงดำน้ำแบบ Skis diving ที่บริเวณนี้
ขณะเดียวกัน กิจกรรมที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางทาง เกาะสาก คือการ ดำน้ำ ทั้งแบบดำสน็อกเกิ้ล และแบบ Sea Walker (Surface air supply) คือการใช้เครื่องอัดอากาศ จากบนผิวน้ำส่งตามสายลงไปให้หายใจที่ใต้น้ำ โดยที่ปลายสายจะมีหมวกกันน้ำครอบศีรษะของผู้ดำน้ำ ซึ่งการดำน้ำแบบ Sea Walker ไม่ต้องเรียนดำน้ำก็ไปดำได้ลงไปก็เห็นใต้ท้องทะเลได้ รวมไปถึงการกิจกรรมทางน้ำอื่น ๆ เช่น ขี่เจ็ทสกี เล่นบานาน่าโบ๊ท ปั่นจักรยานน้ำ ( Scooter) ฯลฯ

ทั้งนี้ ปัจจุบันพบรอยประทับฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร สมเด็จพระสังฆราช ประทับไว้เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2510 ณ เกาะสาก รวมไปถึงรอยประทับฝ่าพระหัตถ์ของกษัตริย์จากราชวงศ์ต่างประเทศ และบุคคลสำคัญจากทั่วโลกอีกด้วย
ปัจจุบันยังไม่มีเรือโดยสารประจำทางไปยัง เกาะสาก นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือได้ที่ท่าเรือพัทยาใต้ห รือจะเช่าบริเวณชายหาดพัทยาใต้ก็ได้ ราคาแล้วแต่จะตกลงกัน โดยทั่วไปจะตกอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 2,500 บาทต่อวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที

ที่มา
http://www.google.com/

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

RASTAFARI





ดนตรีก็คือปืนกระบอกใหญ่ที่สุดแต่มันปลอดภัย เพราะมันไม่ฆ่าใคร ถูกไหม? ต่างจากปืนที่มันจะระเบิดหัวคุณ” ไม่มีคำบรรยายอื่นใดอีกแล้วในโลกนี้ ที่จะสื่อให้เห็นภาพ “พลังสันติภาพ” ของดนตรีเร็กเก้-สกา ได้อย่างชัดเจนและทรงพลัง เช่นที่ราชาแห่งเพลงเร็กเก้และพระเจ้าของคนผิวสี นาม บ็อบ มาเลย์ กล่าวไว้ *เรื่องของชายผู้เป็นตำนาน... ขับขานบทเพลงแห่งภราดรภาพ บ็อบ มาเลย์ กล่าวประโยคอมตะที่ว่านั้น ต่อผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง หลังได้รับมอบเหรียญสันติภาพแห่งประเทศโลกที่สามจากผู้แทนองค์การสหประชาชาติ แต่แม้ไม่ได้รับมอบเหรียญเกียรติยศใดๆ บ็อบก็จะยังคงจากโลกนี้ไปในฐานะ “พระคริสต์” หรือ “ผู้ปลดปล่อย” ของชาวจาเมกัน ชาวแอฟริกัน และชาวผิวสีอีกหลายล้านชีวิตทั่วโลก หากถามว่าสิ่งใดคือ “อาวุธ” หรือ “เครื่องมือ” ที่เขาใช้ในการต่อสู้เพื่อปลดแอกพี่น้องร่วมชาติพันธุ์ให้พ้นจากการกดขี่ของคนขาว คำตอบมิเพียงปรากฏอยู่ในถ้อยคำที่ตอกย้ำว่า ดนตรียืนอยู่ขั้วตรงข้ามกับปากกระบอกปืนที่มนุษย์ใช้ปลิดชีพมนุษย์ หากแต่เป็นท่วงทำนองของบทเพลงที่บ็อบและผองเพื่อนวง เดอะ เวลเลอร์ส ร่วมบรรเลงขับกล่อมโลกนี้ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาต่างหากที่เปรียบเสมือนอาวุธอันทรงพลานุภาพยิ่งกว่าขีปนาวุธใดๆ แม้เป็นเวลาเกือบ 3 ทศวรรษแล้ว ที่บ็อบจากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 36 ปี กระนั้นหลายสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเขายังคงมีลมหายใจโลดแล่น ดำรงอยู่เหนือกาลเวลา ไม่ว่าจังหวะทำนองอันเปี่ยมเสน่ห์ของเพลงเร็กเก้ ผมทรงฟั่นเชือกหรือ Dread Lock ที่ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์เพื่อสดุดีองค์จักรพรรดิไฮเลเซลาสซีที่ 1 แห่งเอธิโอเปียผู้ได้รับการยกย่องเป็นอัครศาสดาแห่งลัทธิรัสตาฟาเรียน ลัทธิที่ทรงอิทธิพลต่อบ็อบและคนผิวสีหลายล้านคนในจาเมกา หากยังสื่อให้เห็นถึงความอหังการและเชื่อมั่นในตัวเองอย่างสูงของบ็อบ ที่ปวารณาตนเป็นราชสีห์แห่งจูดาห์ เจ้าป่าผู้อยู่เหนือชีวิตทั้งมวล เฉกเดียวกับที่องค์จักรพรรดิและอัครศาสดาแห่งรัสตาฟาเรียนได้รับเกียรตินั้น แต่ใครเล่าจะเอ่ยปากคัดค้านว่าบ็อบไม่คู่ควร ในเมื่อทุกครั้งที่เขาขับกล่อมเพื่อนมนุษย์ด้วยบทเพลงอันเปี่ยมมนต์ขลัง เขาดูไม่ต่างจากสิงหราชที่กำลังสะบัดแผงคอ ก่อนจะแผดเสียงคำรามกึกก้องและน่าเกรงขาม ชาวรัสตาที่แท้จึงมิได้ไว้ผมทรงฟั่นเชือกเพียงเพื่อความโก้เก๋ หากเพื่อแสดงถึงความกล้าหาญแห่งจิตใจ และพร้อมจะถ่อมตนต่อผืนดินไม่ต่างจากราชสีห์ที่รู้วาระอันเหมาะสม ไม่ทำลายเหยื่อเพียงเพื่อสนองกิเลสของตน ปัจจุบันในท่ามกลางยุคบริโภคนิยม ยังมีชาวรัสตาจำนวนไม่น้อยที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ปฏิเสธการทำงานเพื่อรับเงินค่าจ้าง เชื่อมั่นในสิทธิและความเท่าเทียมของเพื่อนมนุษย์ หากขณะเดียวกันก็ยืนหยัดรักษาสิทธิของการไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่ยอมให้การเมืองจูงจมูก หลายคนยังทำสมาธิผ่านการดูดกัญชา ด้วยเชื่อว่ามันเป็นพิธีกรรมสำคัญที่นำพวกเขาเข้าสู่การดิ่งลึกทางจิตวิญญาณ มีสัญลักษณ์เกี่ยวกับบ็อบ มาเลย์ อีกมากมายเกินจะนับ แต่สำคัญเหนืออื่นใดคือลมหายใจแห่งดนตรีเร็กเก้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้การปฏิวัติเรียกร้องสิทธิของคนผิวสีทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อราวปลายทศวรรษ 1960 จะกลายเป็นอดีตและดำรงอยู่ในฐานะ “บทบันทึกแห่งประวัติศาสตร์” แต่บทเพลงของบ็อบที่ร่วมยืนหยัดเรียกร้องสันติภาพและภราดรภาพในครานั้น ยังคงโลดแล่นขับกล่อมผู้คนทั่วโลกตราบจนวันนี้ เพลง “No Womam No Cry” ที่บ็อบส่งน้ำเสียงของอดีตเด็กสลัมแห่งย่านเทรนช์ทาวน์ซึมซาบเข้าสู่หัวใจคนฟัง คล้ายจะเป็นเพลงชาติของสาวกเร็กเก้หลายล้านชีวิต ไม่ต่างจาก Redemtion Song, Get Up Stand Up และแทบทุกบทเพลงของบ็อบกับผองเพื่อน เดอะ เวลเลอร์ส ที่กาลเวลาไม่อาจลดทอน หรือทำลายมนต์เสน่ห์ใดๆ ให้ด้อยลง *การกำเนิดขึ้นของเร็กเก้-สกา ในหน้าประวัติศาสตร์ของดนตรีพื้นเมืองจาเมกาอย่าง “เร็กเก้” ไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่าบ็อบ มาเลย์ คือตำนานผู้ปลุกให้ชาวอเมริกันและคนทั้งโลกหันมาฟังพวกเขา แต่ก่อนการมาถึงของบ็อบ ก่อนการกำเนิดของเร็กเก้ รากที่แท้จริงนั้นยึดโยงอยู่กับจังหวะดนตรีที่ดิบกว่า สดกว่า เร้าอารมณ์ได้อย่างรุนแรง ทรงพลังและ...ซื่อตรงยิ่งกว่า จังหวะดนตรีดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า “ สกา ” (SKA) ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 หากถามว่าชาวสลัมทั้งในย่านเทรนช์ทาวน์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของบ็อบ และแหล่งสลัมอื่นๆ ในประเทศยากจนอย่างจาเมกาเมื่อราวทศวรรษ 1960 รับฟังเพลงจากสถานีตามคลื่นวิทยุต่างๆ ด้วยวิธีไหน คำตอบที่มีการบันทึกไว้ทำให้เราเห็นถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของพวกเขาที่เพียงแค่ต้องการเสียงดนตรีเพื่อความสนุกสนาน ความสุนทรีและความรื่นรมย์ของชีวิต พวกเขาใช้เพียงรถแวนหรือรถบรรทุกบรรจุแผ่นเสียงจำนวนมากทั้งจากฝั่งอเมริกาและจาเมกา พร้อมด้วยสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือเครื่องเสียงสเตอริโอทันสมัย เพียงเท่านี้ “รถดนตรี” ก็ตระเวนจัดงานเต้นรำในสถานที่ต่างๆ ตามสลัมเหล่านั้นได้อย่างไม่ยากเย็น กล่าวได้ว่า “สกา” เกิดขึ้นจากการหลอมรวมแนวดนตรีอันหลากหลาย ตามที่รถดนตรีเคลื่อนที่คันนี้ส่งเสียงไปถึง คลื่นความถี่จากสถานีวิทยุฟลอริดา หลุยส์เซียนา นิวออร์ลีนส์ และคลื่นจากสถานีวิทยุอื่นๆ ในอเมริกาได้รับความนิยมอย่างสูง ชาวจาเมกาหลงใหลในเพลงโซล ท่วงทำนองเฉพาะตัวของชาวแอฟริกันผิวดำในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็คือดนตรีร็อกแอนด์โรลที่ผสานเข้ากับริธึมแอนด์บลูส์นั่นเอง หลังจากนั้น ชาวจาเมกาก็คิดค้นจังหวะของตนเองขึ้นมา โดยนำร็อกแอนด์โรลผสานเข้ากับดนตรีพื้นเมือง “เมนโต” ของชาวแอฟริกันในจาเมกา หรือในหลายครั้งก็อาจผสานเข้ากับ “คาลิบโซ” ของชาวอเมริกาใต้ การผสมผสานและหลอมรวมที่พวกเขาคิดค้นขึ้นนี้ ก่อให้เกิดเป็นจังหวะดนตรีที่แปลก พิเศษ มีเสน่ห์ในตัวเอง จังหวะที่รวดเร็วคึกคักของมันแพร่หลายได้รับความนิยม กลายเป็นเพลงเต้นรำของชาวจาเมกาทั้งประเทศไปในที่สุด พวกเขาพร้อมใจเรียกดนตรีแนวนี้ว่า “สกา” กระทั่งปลายทศวรรษ 1960 จังหวะที่รวดเร็วของดนตรีสกา ถูกดึงให้เนิบช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย และได้ชื่อใหม่ว่า “ร็อก สเตดี” (Rock Steady) และหลังการมาถึงของร็อก สเตดี ก็คือการกำเนิดขึ้นของ “เร็กเก้” เพลงร็อกในสไตล์จาเมกัน ที่ใครหลายคนมองว่าเป็นการนำร็อกแอนด์โรลมาปรับให้มีลูกเล่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการผสานเข้ากับท่วงทำนองพื้นเมืองของจาเมกา คล้ายสกาและร็อก สเตดี แต่เร็กเก้มีจังหวะที่เนิบช้ากว่าแนวดนตรีทั้งสองประเภทนั้น กีตาร์ เบส และกลอง คือเครื่องดนตรีที่เป็นหัวใจสำคัญของเร็กเก้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลองไสตล์แอฟริกันที่เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของจาเมกา ความพิเศษประการหนึ่งของดนตรีเร็กเก้คือ “จังหวะเคาะ” ที่ชวนให้รู้สึกราวกับต้องมนต์ นั่นคือจังหวะ 1 และ 3 ต่างไปจากร็อกแอนด์โรล ที่มีจังหวะเคาะเป็น 2 และ 4 บ็อบเคยทำเพลงในแบบสกาและเป็นที่นิยมอาทิ I’m Still Waiting และ I Need You อย่างไรก็ตาม จังหวะเคาะอันแปลกประหลาดแต่ชวนหลงใหลนี้ ชาวจาเมกาได้รับอิทธิพลมาจากการตีกลองแบบแอฟริกัน ในช่วงแรกที่เพลงเร็กเก้ก่อกำเนิด การยึดมั่นในขนบของดนตรีพื้นเมืองมักจะได้รับการยอมรับมากกว่าวงดนตรีที่พยายามขยายฐานผู้ฟังด้วยการเล่นในจังหวะที่ถูกจริตกับชาวต่างชาติ บ็อบ มาเลย์ เองก็เคยถูกมองในแง่ลบ ได้รับคำวิจารณ์ในทำนองว่าละทิ้งความเป็นพื้นเมืองในเพลงของตน ทว่า ความหมายอันลึกซึ้งของบทเพลงที่พวกเขามุ่งนำเสนอก็ได้รับการยอมรับจากชาวจาเมกาในที่สุด ความรักในเพื่อนมนุษย์ ไม่ก่นด่าว่ากล่าวใครเพียงเพราะว่าเขาเป็นคนส่วนน้อยของสังคม สิ่งเหล่านี้ที่ปรากฏในบทเพลงของบ็อบ กลายเป็นสารัตถะสำคัญที่นำพาพวกเขาก้าวข้ามไปสู่ฝั่งอเมริกา กุมหัวใจคนผิวสีทั้งโลก มิใช่เพียงขาวจาเมกาเท่านั้น บ็อบ มาเลย์ แผ้วถางเส้นทางของเร็กเก้ ให้ส่องประกายเจิดจรัสไปกว้างไกล ขณะที่ต้นกำเนิดของจังวะดนตรีคนผิวสีแห่งจาไมกาอย่างสกา คล้ายจะแผ่วเบาไป ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับร็อก เสตดีที่มีจังหวะช้ากว่า แต่ไม่ว่าอย่างไร สกาก็ยังคงเป็นฐานรากดนตรีที่ชาวจาเมกาไม่มีวันลืม เพราะหากไม่มีสกา ก็ไม่มีร็อก สเตดี และเร็กเก้ กำเนิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และทั่วทั้งโลก ร่วมกันลุกขึ้นปฏิวัติ เรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขาที่ถูกคนขาวกดขี่ไว้ ร็อก สเตดี กลายเป็นเครื่องปลุกปลอบใจอันสำคัญยิ่ง บทเพลงหลายต่อหลายเพลงถูกแต่งขึ้นเพื่อเรียกร้องให้คนหนุ่มสาวออกมาแสดงพลังบริสุทธิ์ของพวกเขา ต่อต้านการใช้อำนาจอันไร้มนุษยธรรมของคนขาว หากคนผิวสีในอเมริกาและทั่วทั้งโลกได้รับการปลุกปลอบจากเพลงเร็กเก้ของบ็อบ มาเลย์ ระหว่างนั้น ร็อก สเตดี อันมีฐานรากจากดนตรีสกา คือสิ่งที่ช่วยประคับประคองจิตใจของชาวจาเมกา ก่อนที่บ็อบจะกลับมากอบกู้จิตวิญญาณของพวกเขา *ก้าวสู่เมืองไทย-มนต์เสน่ห์ที่พาหัวใจล่องลอย “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ และจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ถนนสายนั้นที่ทอดยาว มีเรื่องราวของความเป็นจริง มีเงาไม้เอาไว้ให้พักพิง ให้เธอเอาไว้ยามอ่อนแรง…” “กอดกันหน่อยได้ไหม” พลันที่เพลงยอดนิยมของ “ทีโบน” วงเร็กเก้ระดับตำนานถูกขับขานด้วยสไตล์ “สกา” หนุ่มสาวหลายสิบชีวิตที่เบียดเสียดกันอยู่ภายใต้แสงไฟสลัว ก็เปลี่ยนท่าทางที่กำลังยักย้าย โยกตัวเหวี่ยงแขนกระโดดโลดเต้นกันอย่างสนุกคึกคักให้กลับกลายเป็นอิริยาบถสบายๆ หลายคนวาดวงแขนไปโอบกอดคนข้างๆ ปล่อยตัวปล่อยใจให้เคลื่อนไหวไปอย่างช้าๆ หลอมรวมหัวใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะเพลง หลายคนหันไปจับมือ คล้องแขนกับโต๊ะข้างๆ พากันโยกตัวแล้วหมุนเป็นวงรอบๆ โต๊ะ ดูน่ารักน่าเอ็นดู ราวกับพวกเขาปลดปล่อยความเป็นเด็กที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจให้ออกมาวิ่งเล่นได้ตามใจชอบ แม้ไม่รู้จักกันไม่เคยพูดคุย แต่ภาษาของดนตรีก็นำพาให้พวกเขาใช้ “ใจ” สัมผัส “ใจ” โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด พวกเขาเคลิบเคลิ้มอย่างเป็นสุข สาวๆ หลายคนหลับตาพริ้ม หนุ่มๆ หัวฟูหลายคน พร้อมใจกันยักไหล่เข้ากับจังหวะ ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไร แต่ภาพรอยยิ้มที่ส่องประกายในแสงสลัว เสียงหัวเราะที่ดังก้องแข่งกับเสียงเพลง คงพอที่จะยืนยันได้ว่า..ความสุข คือสิ่งที่เขาและเธอได้รับจากมนต์เสน่ห์ของสกาที่บรรเลงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ฮึ่ย ฮึ่ย ฮึ่ย ฉึกกะฉักๆๆๆ เสียงทรัมเป็ต ไวโอลิน เพอร์คัสชัน กลอง กีตาร์ เบส กลับมาสู่จังหวะคึกคัก เสียงโซโลของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก่อนที่จะหลอมรวมเข้าด้วยกัน พาให้หัวใจสูบฉีดเต้นรัวและแรง ความเนิบช้าชวนเคลิบเคลิ้มถูกสลัดทิ้งไป พวกเขาเเหวี่ยงแขนขา ยักไหล่ โยกเอว กระโดด กระโดด และกระโดด อย่างสนุกสนาน เทศกาลดนตรีเร็กเก้ที่ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 3, งานดนตรีสกาที่มีป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม แห่งคลื่นแฟต เรดิโอ เป็นผู้ผลักดัน, เสียงตอบรับอันน่าชื่นชมที่วงเท็ดดี้ สกา ที่ได้รับจากผู้ชมงานแฟต เฟสติวัลครั้งล่าสุด เช่นเดียวกับเพลงในแนวสกาของพวกเขาที่ไต่อันดับสูงขึ้นเรื่อยๆ บนหน้าปัดคลื่นโตๆ มันๆ เหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ “สกา” ซึ่งกำลังเป็นที่คลั่งไคล้หลงใหลในกลุ่มคนฟังเพลงที่นิยมความสด แปลก ใหม่ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยังไม่นับการรวมตัวเฉพาะกิจของ ปาล์มมี่ นักร้องสาวสุดเซอร์ กับ ทีโบน วงเร็กเก้ระดับตำนานของไทยที่ร่วมแรงร่วมใจโชว์พลังเสียงและฝีมือคุณภาพด้วยเพลงเก่าที่นำมาเล่าใหม่ในแบบ “สกา” ทำให้ใครต่อใครต่างหลงรักและหลงใหล นอกจากพวกเขา เมืองไทยยังมีศิลปินที่เล่นดนตรี “สกา” มาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หาก ไคโจบราเธอส์, จ๊อบ บรรจบ, โกลด์เรด, คือรุ่นเก๋าที่ส่งผ่านหัวใจเร็กเก้-สกา สู่ผู้ฟังชาวไทยกลุ่มเล็กๆ มาอย่างต่อเนื่อง ศรีราชาร็อกเกอร์, สกาแล็กซี่, สกาเบอร์รี่ หรือวงดนตรีมากฝีมืออย่าง เท็ดดี้ สกา แบนด์ และวงดนตรีในแนวนี้อีกไม่น้อยก็อาจเปรียบได้กับคนรุ่นใหม่ที่รับไม้ต่อและช่วยกันส่งมอบความสนุกของสกาให้เปล่งประกายจนได้รับการยอมรับจากผู้ฟังในระดับที่น่าชื่นชม หาก สกา-เร็กเก้ ที่คล้ายจะโรยราไป ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าจับตาในวันนี้ พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้หรือไม่ว่า ดนตรีแนวนี้คือท่วงทำนองที่ไม่มีวันตาย แม้วันนี้พวกเขามิจำเป็นต้องแบกรับอุดมการณ์ในการปฏิวัติ มิต้องเรียกร้องให้คนผิวสีทั่วโลกลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของตนเอง แต่กระนั้น จังหวะที่ชวนให้เคลิ้มฝัน จิตใจล่องลอย และสนุกได้อย่างสุดเหวี่ยง ก็คล้ายจะเป็นมนต์ขลังสุดพิเศษที่ชาวจาเมกาทิ้งไว้ให้แก่คนทั้งโลก เป็นไปได้หรือไม่ว่า การที่เพลงเร็กเก้-สกา ในวันนี้ไร้ซึ่งความเจ็บปวดเจืออยู่ คือหลักฐานและร่องรอยอันสำคัญที่บ่งบอกว่า ณ วันนี้ มันคือท่วงทำนองแห่งภราดรภาพอย่างแท้จริง ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีน้ำตา มีเพียงเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสนุก ไม่รู้จักหน้าค่าตา แต่เมื่อเสียงเพลงบรรเลง เราก็พร้อมจะกอดคอ คล้องแขนแล้วพาหัวใจล่องลอยไปด้วยกัน “เร็กเก้ กับสกาในความรู้สึกของผม ผมว่าสกามันน่าสนใจตรงที่มีจังหวะเร็วๆ ฉึกกะฉักๆ แต่เร็กเก้มันเป็นอะไรที่เนิบๆ เอื่อยๆ มันมีจังหวะแล้วก็เสน่ห์ที่แตกต่างกัน หากถามถึงเสน่ห์ของเพลงเร็กเก้-สกา ผมว่าสิ่งสำคัญมันอยู่ตรงที่คุณไม่ต้องคิดอะไรเกี่ยวกับมันเลย ไม่ต้องหาความหมาย ไม่ต้องตั้งคำถาม แค่ปล่อยใจให้สบาย แล้วให้ดนตรีมันพาเราไป ง่ายๆ ครับ เหมือนนิยามของผมที่มีต่อเร็กเก้ คือ “สบายๆ ” แค่นั้นเองครับ” กอล์ฟ-ทีโบน เผยความรู้สึกแก่ “ผู้จัดการปริทรรศน์” ถึงเสน่ห์และนิยามของดนตรีแนวนี้ในความคิดของเขา นอกจากกอล์ฟแล้ว เท็ดดี้ สกา แบนด์ ซึ่งถือเป็นวงดนตรีแนวสกาที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องความสามารถเมื่อขึ้นแสดงไลฟ์ คอนเสิร์ต คืนวันหนึ่ง เขาให้เกียรติพูดคุยกับเราก่อนขึ้นแสดงสดที่ร้านบริคบาร์ ถนนข้าวสาร สมาชิกเกือบทั้งหมดของวง คือ ต้น-วิทวัส จันทร์แพทย์รักษ์ (นักร้องนำ) โย-ภาคี นาวี (เบส) เม-เมธี เสนีวงศ์ ณ อยุธยา (กีตาร์) แชมป์-ปิยะวิทย์ ขันธศิริ (ไวโอลิน) รุ้ง-สายรุ้ง สิบหมื่นเปี่ยม (ทรัมเป็ต) เสนอมุมมองของพวกเขาต่อกระแสของ “สกา” ในขณะนี้ได้อย่างน่าสนใจ “จริงๆ แล้ว สกามันก็อยู่ของมันเฉยๆ นะ อยู่มานานแล้วด้วย พอสื่อหันมาสนใจมันก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่ามองว่าเป็นกระแสเลยครับ เพราะอะไรที่เป็นกระแส มันก็จะมาเร็วและไปเร็วเหมือนแฟชั่น ที่นิยมกันประเดี๋ยวประด๋าว แต่เราอยากให้สกาอยู่ตลอดไป แต่มองอีกแง่หนึ่งการที่สกาเป็นกระแสขึ้นมามันก็เป็นสิ่งวัดใจเหมือนกันนะ คือวัดใจทั้งเราและคนฟังเพลงเราว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง หากกระแสมันจางลง มันโรยราไป มันไม่ฮิตแล้ว คุณจะยังฟังมันอยู่หรือเปล่า เมื่อถึงวันนั้น คนที่ยังฟังสกาก็คือคนที่รักสกาจริงๆ ขณะที่เราเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย คือผมเชื่อเสมอนะว่าอะไรที่มันเป็นของแท้และมีคุณค่าอยู่ในตัวเอง มันก็จะคงอยู่” คนฟังสกาไม่มีใครใจร้อน มีแต่คนใจเย็น รักสนุก มาฟังเพลง มาเต้น ไม่มีใครเคยยกพวกตีกันหรือทะเลาะกันเวลาฟังสกา เพราะเรารักกันเหมือนพี่น้อง...พวกเขายืนยันอย่างหนักแน่น ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวบนเวทีของบาร์สกาแห่งนี้อีกครั้งตอนเกือบเที่ยงคืน แล้วทุกชีวิตก็พร้อมที่จะกระโดดโลดเต้น และปล่อยหัวใจให้ล่องลอยไปตามท่วงทำนองแห่งความสุข

www.google.com